ทรัพย์สินทางปัญญา SME: คู่มือปกป้องแบรนด์ไทย 2026 เปลี่ยนไอเดียให้เป็นรายได้
บทนำ (Introduction)
คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมแบรนด์ระดับโลกหรือแม้แต่แบรนด์ไทยที่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนถึงดูเหมือนมี “ของดี” ที่คู่แข่งเลียนแบบไม่ได้? สิ่งที่พวกเขาเหมือนกันไม่ใช่แค่เงินทุน แต่คือวิธีคิด พวกเขาบริหารงานเหมือน “บริษัททรัพย์สินทางปัญญา” (Intellectual Property Companies)

ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ปี 2567 เผยสถิติที่น่าตกใจว่า 70% ของ SME ไทยเคยถูกคู่แข่งลอกเลียนแบบสินค้าหรือบริการ ส่งผลให้สูญเสียรายได้รวมกว่า 150,000 ล้านบาทต่อปี แต่กลับมี SME เพียง 9.6% เท่านั้นที่จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา [1]
บทความนี้คือคู่มือปฏิบัติการฉบับปี 2026 ที่รวบรวมข้อมูลล่าสุดจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) และ สสว. ที่จะพาคุณไปค้นหา ปกป้อง และเปลี่ยนไอเดียในหัวของคุณให้กลายเป็น “รายได้” และ “สินทรัพย์” ที่จับต้องได้ ตามแบบฉบับที่แบรนด์ชั้นนำทำกัน แต่ปรับให้เข้ากับบริบท SME บ้านเรา
ทำไม SME ไทยต้องให้ความสำคัญกับทรัพย์สินทางปัญญา
IP ไม่ใช่ “ค่าใช้จ่าย” แต่คือ “หลักประกันทางธุรกิจ”
หลายคนเข้าใจผิดว่าการจดทะเบียน IP คือภาระค่าใช้จ่าย แต่ในความเป็นจริง มันคือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ ข้อมูลจากโครงการ IP Financing ของกรมทรัพย์สินทางปัญญาร่วมกับ SME D Bank ระบุว่า ผู้ประกอบการสามารถใช้เครื่องหมายการค้าหรือสิทธิบัตรเป็นหลักประกันกู้เงินได้สูงสุดถึง 10 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ [2] นี่คือโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนโดยไม่ต้องใช้ที่ดินค้ำประกัน
กับดักความเข้าใจผิด: “ฉันไม่มี IP หรอก”
ผู้ประกอบการส่วนใหญ่คิดว่าตัวเองไม่มีนวัตกรรมล้ำโลก เลยไม่มี IP แต่ความจริงคือ กว่า 90% ของมูลค่าบริษัทคุณ ผูกอยู่กับ IP ลองดูตัวอย่างใกล้ตัว:
- ร้านก๋วยเตี๋ยว: ชื่อร้าน = เครื่องหมายการค้า, สูตรน้ำซุป = ความลับทางการค้า
- แม่ค้าออนไลน์: รูปถ่ายสินค้า = ลิขสิทธิ์, ฐานข้อมูลลูกค้า = ความลับทางการค้า
สถิติที่น่าตกใจ: SME ไทยถูกลอกเลียนแบบ 70%
การไม่ปกป้อง IP ไม่ได้หมายความว่าคุณประหยัดเงิน แต่หมายถึงความเสี่ยงมหาศาล:
- 45% ของ SME ที่ถูกลอกเลียนแบบ สูญเสียยอดขายไปถึง 20-50% [1]
- หากชื่อร้านถูกก๊อปปี้ คุณอาจต้องเสียเงินรีแบรนด์ใหม่หลักแสนบาท ซึ่งแพงกว่าค่าจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า (เริ่มต้น 20,000 บาท) หลายเท่าตัว
💡 Key Takeaway: SME ที่มีทรัพย์สินทางปัญญา จะมีมูลค่าธุรกิจสูงกว่าคู่แข่ง 3 เท่า ทั้งในแง่การปกป้องแบรนด์ การกู้เงิน และการขายกิจการ

ทรัพย์สินทางปัญญา 4 ประเภทที่ SME ต้องรู้
เพื่อให้คุณเลือก “เกราะป้องกัน” ได้ถูกประเภท นี่คือ 4 เสาหลักของ IP ที่ผู้ประกอบการไทยต้องเข้าใจ:
1. เครื่องหมายการค้า (Trademark): ปกป้องชื่อและโลโก้
คืออะไร: เครื่องหมายที่ใช้แยกแยะสินค้าหรือบริการของคุณออกจากคู่แข่ง เช่น ชื่อแบรนด์ โลโก้ สโลแกน สีประจำแบรนด์ การคุ้มครอง: 10 ปี (ต่ออายุได้ไม่จำกัด) ค่าใช้จ่าย 2026: ประมาณ 20,000 บาท (รวมค่าธรรมเนียมรัฐและค่าทนาย สำหรับ 1 รายการสินค้า) [3]
ตัวอย่างแบรนด์ไทย:
- น้องหมีเนย (Butterbear): ไม่ได้ขายแค่ขนม แต่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์คาแรคเตอร์อย่างรัดกุม จนสามารถขยายสาขาและป้องกันการลอกเลียนแบบได้กว่า 1,500 รายทั่วประเทศ [4]
2. ลิขสิทธิ์ (Copyright): คุ้มครองคอนเทนต์และงานสร้างสรรค์
คืออะไร: สิทธิในงานวรรณกรรม ศิลปกรรม ดนตรี ภาพถ่าย ซอฟต์แวร์ เกิดขึ้นทันทีที่สร้างสรรค์โดยไม่ต้องจดทะเบียน (แต่ควร “จดแจ้ง” เพื่อเป็นหลักฐาน) การคุ้มครอง: ตลอดอายุผู้สร้าง + 50 ปีหลังเสียชีวิต ค่าใช้จ่าย: ค่าธรรมเนียมจดแจ้งประมาณ 900 บาท/รายการ [3]
สิ่งที่ SME มักมองข้าม:
- ❌ การก๊อปรูปจาก Google มาใช้ในเพจ = ละเมิดลิขสิทธิ์
- ✅ การจดแจ้งลิขสิทธิ์รูปถ่ายสินค้าของตัวเอง = ป้องกันคู่แข่งนำไปใช้ตัดราคา
3. สิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร (Patent): นวัตกรรมและการประดิษฐ์
คืออะไร: การคุ้มครองการประดิษฐ์คิดค้นใหม่ หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์
- สิทธิบัตร (Patent): นวัตกรรมขั้นสูง เปลี่ยนโลก (คุ้มครอง 20 ปี)
- อนุสิทธิบัตร (Petty Patent): นวัตกรรมต่อยอด ปรับปรุงเล็กน้อย (คุ้มครอง 10 ปี) – เหมาะกับ SME ไทยส่วนใหญ่ ค่าใช้จ่าย: 50,000 – 100,000+ บาท (ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนและการร่างคำขอ)
4. ความลับทางการค้า (Trade Secret): สูตรและ Know-how
คืออะไร: ข้อมูลทางธุรกิจที่มีมูลค่าเชิงพาณิชย์และไม่เปิดเผยทั่วไป เช่น สูตรอาหาร ฐานข้อมูลลูกค้า ขั้นตอนการผลิต การคุ้มครอง: ตลอดไป ตราบเท่าที่ยังเป็นความลับ (ไม่ต้องจดทะเบียน) วิธีปกป้อง: ทำสัญญาเก็บรักษาความลับ (NDA) กับพนักงานและคู่ค้า
กรณีศึกษา: MK Restaurants MK ไม่ได้จดสิทธิบัตรสูตรน้ำจิ้ม (เพราะต้องเปิดเผยส่วนผสม) แต่เลือกใช้ระบบ Trade Secret โดยแยกขั้นตอนการผสมและจำกัดการเข้าถึงข้อมูล ทำให้คู่แข่งไม่สามารถลอกเลียนรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ได้มานานกว่า 30 ปี
วิธีค้นหา IP ที่ซ่อนอยู่ในธุรกิจคุณ
- อย่ารอให้ดังแล้วค่อยหา ลองใช้ IP Audit Checklist ง่ายๆ 7 ข้อนี้สำรวจธุรกิจของคุณ:
- คุณมีชื่อร้าน/แบรนด์/โลโก้ที่ลูกค้าจดจำได้หรือไม่? → Trademark
- มีสูตรอาหาร/เครื่องดื่มที่คู่แข่งทำเหมือนไม่ได้? → Trade Secret
- มีเว็บไซต์/เมนู/แคตตาล็อกที่ออกแบบเอง? → Copyright
- มีเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่ดัดแปลงขึ้นเอง? → Petty Patent
- มีซอฟต์แวร์หรือแอปพลิเคชันที่พัฒนาเอง? → Copyright + Patent
- มีฐานข้อมูลลูกค้าที่สะสมมานาน? → Trade Secret
- มีบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ที่รูปทรงแปลกตา? → Design Patent
# Tip: หากตอบว่า “ใช่” ตั้งแต่ 3 ข้อขึ้นไป แสดงว่าธุรกิจของคุณมี IP ที่มีมูลค่าซ่อนอยู่ ควรเริ่มวางแผนปกป้องทันที
ขั้นตอนการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในไทย
ตารางเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายและระยะเวลา (ข้อมูลปี 2026)
| 📌 ประเภท IP | 💰 ค่าธรรมเนียมรัฐ (ประมาณ) | ⏳ ระยะเวลาดำเนินการ | 🎯 เหมาะกับ SME แบบไหน |
| ™️ เครื่องหมายการค้า | 1,000 บาท / สินค้า | 12–18 เดือน | ร้านค้า, แบรนด์สินค้า, แฟรนไชส์ |
| ©️ ลิขสิทธิ์ | 900 บาท / คำขอ | 1–3 เดือน (จดแจ้ง) | ร้านออนไลน์, ครีเอเตอร์, งานดีไซน์ |
| 🛠️ อนุสิทธิบัตร | 2,000 บาท | 12–18 เดือน | สินค้าเกษตรแปรรูป, เครื่องมือช่าง |
| 🚀 สิทธิบัตร | 4,000+ บาท | 3–5 ปี | Tech Startup, นวัตกรรมขั้นสูง |
หมายเหตุ: ราคาข้างต้นเป็นค่าธรรมเนียมราชการ ยังไม่รวมค่าบริการทนายความหรือตัวแทนสิทธิบัตร (Agent) ซึ่งแนะนำให้ใช้เพื่อลดโอกาสคำขอถูกปฏิเสธ [3]
เอกสารที่ต้องเตรียม (สำหรับเครื่องหมายการค้า)
- ภาพเครื่องหมายการค้า (โลโก้) ที่ชัดเจน (ขนาด 5×5 ซม.)
- รายการสินค้าหรือบริการที่จะใช้เครื่องหมาย (ต้องระบุให้ชัดเจนตามจำพวก)
- หนังสือรับรองนิติบุคคล (ถ้ายื่นในนามบริษัท)
- สำเนาบัตรประชาชน (ถ้ายื่นในนามบุคคล)
- หนังสือมอบอำนาจ (กรณีให้ตัวแทนยื่นให้)

5 วิธีเปลี่ยน IP ให้เป็นรายได้ (Monetization)
เมื่อคุณมี IP ในมือแล้ว อย่าปล่อยให้มันนอนนิ่งๆ นี่คือวิธีเปลี่ยนกระดาษใบเดียวให้เป็นเงิน:
- การขายแฟรนไชส์ (Franchising): โมเดลยอดฮิตของ SME ไทย เช่น ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว ที่ใช้เครื่องหมายการค้าและสูตรลับเป็นแกนหลักในการขยายสาขานับหมื่นแห่ง โดยเก็บค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Franchise Fee) และส่วนแบ่งรายได้ (Royalty Fee)
- การอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ (Licensing): เช่น คุณมีสูตรน้ำจิ้มรสเด็ด (Trade Secret) แทนที่จะทำร้านเอง คุณสามารถขายสิทธิ์การผลิตให้โรงงานอื่นทำขายภายใต้แบรนด์คุณ หรืออนุญาตให้ร้านอาหารอื่นใช้สูตรคุณโดยแลกกับค่าตอบแทน
- การใช้ IP เป็นหลักประกันสินเชื่อ (IP Financing): ตามที่กล่าวข้างต้น SME D Bank มีโครงการปล่อยกู้โดยใช้ IP ค้ำประกัน ช่วยให้คุณเข้าถึงเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ (MLR-2%) เพื่อขยายกิจการ [5]
- การขายสิทธิ์ขาด (Assignment): ในวันที่คุณอยากวางมือ หรือต้องการเงินก้อนใหญ่ การมี IP Portfolio ที่แข็งแกร่งจะเพิ่มมูลค่าบริษัท (Valuation) ได้ 5-7 เท่า เมื่อเทียบกับธุรกิจที่ไม่มี IP ซึ่งขายได้แค่ 3 เท่าของรายได้
- การร่วมลงทุน (Joint Venture): ใช้ IP ของคุณเป็น “สินทรัพย์” ลงทุนร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่มีเงินทุน เช่น คุณมีสิทธิบัตรเทคโนโลยีเกษตร ไปร่วมทุนกับบริษัทส่งออกผลไม้ใหญ่ๆ
ข้อผิดพลาดร้ายแรงที่ SME มักทำ
จากการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการ SME มากว่า 15 ปี นี่คือ “หลุมพราง” ที่ทำให้หลายคนเสียใจภายหลัง:
- รอจนดังแล้วค่อยจด: ประเทศไทยใช้ระบบ “ใครยื่นก่อนได้ก่อน” (First to File) หากคุณรอให้ร้านดังแล้วค่อยไปจด คุณอาจพบว่ามีคนหัวใสชิงจดตัดหน้าไปแล้ว เหมือนกรณี “ก๋วยเตี๋ยวเรือธง” ที่ต้องเสียเงินหลายล้านรีแบรนด์ใหม่เพราะช้าไปก้าวเดียว
- เปิดเผยข้อมูลก่อนยื่นสิทธิบัตร: กฎเหล็กของสิทธิบัตรคือ “ความใหม่” (Novelty) หากคุณโพสต์รูปสิ่งประดิษฐ์ลง Facebook หรือเอาไปโชว์ในงานแฟร์ก่อนยื่นคำขอ ถือว่าข้อมูลถูกเปิดเผยแล้ว (Public Disclosure) และจะหมดสิทธิ์จดสิทธิบัตรทันที!
- ไม่ทำสัญญา NDA กับพนักงาน: สูตรลับรั่วไหล 90% เกิดจากคนใน หากไม่มีสัญญารักษาความลับ (Non-Disclosure Agreement) ที่รัดกุม คุณจะเอาผิดพนักงานที่ลาออกไปเปิดร้านแข่งและใช้สูตรคุณได้ยากมาก
กรณีศึกษาจริง: พลิกวิกฤตด้วย IP
กรณีศึกษาที่ 1: ธุรกิจอาหาร (น้ำพริกแม่ศรีเรือน – นามสมมติ)
ปัญหา: ยอดขายตกเพราะคู่แข่งทำแพ็กเกจจิ้งเลียนแบบ (Copycat) และตั้งชื่อคล้ายกันจนลูกค้าสับสน วิธีแก้:
- ยื่นจด Trademark ชื่อและโลโก้ทันที
- แยกขั้นตอนการผสม “หัวเชื้อน้ำพริก” เป็น Trade Secret ให้รู้เฉพาะเจ้าของ
- เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการขาย แฟรนไชส์ โดยส่งเฉพาะหัวเชื้อให้สาขา ผลลัพธ์: ฟ้องปิดเพจคู่แข่งได้สำเร็จ และรายได้โต 2 เท่าจากการขยายสาขาแฟรนไชส์
กรณีศึกษาที่ 2: ธุรกิจเกษตร (สมาร์ทฟาร์ม อีสาน – นามสมมติ)
ปัญหา: พัฒนาโดรนพ่นยาประหยัดน้ำได้ 30% แต่กลัวโดนโรงงานต่างชาติก๊อปปี้ วิธีแก้:
- เลือกจด อนุสิทธิบัตร (Petty Patent) เพราะเร็วกว่าสิทธิบัตร (ได้ความคุ้มครองใน 1-2 ปี)
- จด สิทธิบัตรการออกแบบ (Design Patent) รูปร่างโดรน
- เก็บกลไกภายในเป็นความลับจนกว่าจะยื่นคำขอเสร็จ ผลลัพธ์: สามารถเซ็นสัญญา Exclusive Distributor กับตัวแทนในลาวและกัมพูชาได้ โดยใช้สิทธิบัตรเป็นตัวการันตีเทคโนโลยี
แหล่งข้อมูลและหน่วยงานสนับสนุน
เพื่อให้คุณเริ่มต้นปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาได้ทันที นี่คือหน่วยงานที่คุณควรรู้จัก:
- กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP): www.ipthailand.go.th
– ระบบ e-Filing ยื่นจดทะเบียนออนไลน์
– IP Advisory Center (IPAC): ศูนย์ให้คำปรึกษาฟรี โทร 1368 - SME D Bank: www.smebank.co.th
– สินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน (ใช้ IP ค้ำประกันได้ในบางโครงการ) - TCDC (ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ): แหล่งข้อมูลด้านลิขสิทธิ์งานดีไซน์

สรุป: เริ่มต้นปกป้อง IP วันนี้
ทรัพย์สินทางปัญญาไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็น “ลมหายใจ” ของธุรกิจในยุคดิจิทัล การเริ่มต้นปกป้อง IP วันนี้ คือการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างยั่งยืน
Checklist เริ่มต้นสำหรับ SME (สัปดาห์นี้):
- [ ] สำรวจ IP ในธุรกิจด้วยคำถาม 7 ข้อ
- [ ] ดาวน์โหลดแบบฟอร์มสัญญา NDA จากเว็บกรมทรัพย์สินฯ มาใช้กับพนักงาน
- [ ] ตรวจสอบชื่อแบรนด์ว่าซ้ำกับใครไหม ในฐานข้อมูล DIP
- [ ] วางแผนงบประมาณ 20,000 บาท สำหรับจดเครื่องหมายการค้า
# “อย่ารอให้วัวหายแล้วค่อยล้อมคอก เพราะทรัพย์สินทางปัญญาที่หายไป อาจหมายถึงธุรกิจทั้งชีวิตของคุณ”
พร้อมเปลี่ยนไอเดียให้เป็น “สินทรัพย์” ที่ทำเงินหรือยัง? (CTA)
ทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้มีไว้แค่ “กันคนก๊อป” แต่คือ “หลักประกัน” ที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณกู้เงินได้ง่ายขึ้น ขายแฟรนไชส์ได้แพงขึ้น และสร้างมูลค่าบริษัทให้เติบโตอย่างยั่งยืน อย่ารอให้คู่แข่งชิงจดตัดหน้าจนเสียโอกาสทางธุรกิจ
เริ่มปกป้องแบรนด์ของคุณวันนี้ ด้วยตัวช่วยพิเศษ:
🚀 ตัวเลือกที่ 1: ดาวน์โหลด “IP Audit Checklist 2026” แบบฟอร์มสำรวจทรัพย์สินทางปัญญาด้วยตัวเอง เช็คให้ชัวร์ว่าธุรกิจคุณมีอะไรต้องจดบ้าง พร้อมตารางประเมินค่าใช้จ่ายเบื้องต้น
- สิ่งที่จะได้รับ: ไฟล์ PDF Checklist และ Template สัญญา NDA สำหรับพนักงาน
- [👉 ดาวน์โหลด Checklist ฟรี]
📞 ตัวเลือกที่ 2: ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญฟรี ไม่แน่ใจว่าจะเริ่มตรงไหน? ติดต่อศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา
- สิ่งที่จะได้รับ: คำแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับการจดทะเบียนและการตรวจสอบความเหมือนคล้าย
- ติดต่อ: โทร 1368 หรือเว็บไซต์ ipthailand.go.th
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. ทรัพย์สินทางปัญญา SME คืออะไร และสำคัญอย่างไรกับธุรกิจไทย?
ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property หรือ IP) คือผลงานที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ซึ่งกฎหมายให้ความคุ้มครองสิทธิ์แก่เจ้าของ สำหรับ SME ไทย IP แบ่งเป็น 4 ประเภทหลัก คือ เครื่องหมายการค้า (แบรนด์), ลิขสิทธิ์ (งานสร้างสรรค์), สิทธิบัตร (นวัตกรรม), และความลับทางการค้า (สูตร/ข้อมูล)
ความสำคัญของ IP ต่อ SME ไทยในยุคปี 2026 ไม่ใช่แค่การป้องกันการลอกเลียนแบบ แต่เป็นเครื่องมือในการ “สร้างรายได้” และ “เข้าถึงเงินทุน” ข้อมูลจาก สสว. ระบุว่า SME ที่มี IP สามารถเพิ่มมูลค่าธุรกิจได้มากกว่าคู่แข่งถึง 3 เท่า และลดความเสี่ยงจากการสูญเสียรายได้เนื่องจากสินค้าลอกเลียนแบบที่มีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 1.5 แสนล้านบาทต่อปี การมี IP จึงเป็นใบเบิกทางสำคัญในการอยู่รอดและเติบโตในตลาดที่มีการแข่งขันสูง
2. จดเครื่องหมายการค้า ใช้เงินเท่าไหร่ และมีค่าใช้จ่ายแอบแฝงไหม?
ค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในปี 2026 จะอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาท ต่อ 1 เครื่องหมาย (สำหรับ 1 รายการสินค้า) ราคานี้มักจะรวมค่าธรรมเนียมราชการและค่าบริการทนายความหรือตัวแทนสิทธิบัตรแล้ว
รายละเอียดค่าใช้จ่ายแบ่งเป็น:
- ค่าธรรมเนียมราชการ: เริ่มต้นที่ 1,000 บาทต่อสินค้า (สำหรับ 1-5 รายการแรก) และค่าธรรมเนียมรับจดทะเบียนอีก 600 บาทเมื่อผ่านการตรวจสอบ
- ค่าบริการวิชาชีพ: ค่าสืบค้นข้อมูล (เพื่อเช็คว่าซ้ำไหม), ค่าจัดเตรียมเอกสาร, และค่าติดตามผล ซึ่งมีความสำคัญมากเพื่อลดโอกาสที่คำขอจะถูกปฏิเสธ
แม้จะดูเหมือนเป็นต้นทุน แต่เมื่อเทียบกับความเสียหายหากต้อง “รีแบรนด์” ใหม่เพราะถูกฟ้องละเมิด หรือเสียโอกาสทางธุรกิจ การลงทุน 20,000 บาทเพื่อความคุ้มครอง 10 ปี (เฉลี่ยปีละ 2,000 บาท) ถือว่าคุ้มค่ามาก
3. เครื่องหมายการค้า กับ ลิขสิทธิ์ ต่างกันอย่างไร SME ควรจดอันไหน?
ความแตกต่างอยู่ที่ “สิ่งที่คุ้มครอง” และ “วิธีการได้มาซึ่งสิทธิ์”:
- เครื่องหมายการค้า (Trademark): คุ้มครอง “ชื่อ โลโก้ สโลแกน” ที่ใช้ระบุแบรนด์ ต้อง “ยื่นจดทะเบียน” กับกรมทรัพย์สินทางปัญญาถึงจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
- ลิขสิทธิ์ (Copyright): คุ้มครอง “งานสร้างสรรค์” เช่น รูปถ่ายสินค้า บทความบนเพจ ซอร์สโค้ดเว็บไซต์ ได้รับความคุ้มครอง “ทันทีที่สร้างสรรค์” (Automatic Protection) โดยไม่ต้องจดทะเบียน แต่แนะนำให้ไป “จดแจ้ง” ไว้เป็นหลักฐาน
สำหรับ SME: ควรทำทั้งคู่ แต่ให้ “เครื่องหมายการค้า” เป็น Priority แรก เพราะชื่อร้านและโลโก้คือหน้าตาของธุรกิจที่ลูกค้าจดจำ หากถูกแย่งไปจะเสียหายหนักที่สุด ส่วนลิขสิทธิ์ให้เน้นการจดแจ้งในส่วนของรูปภาพสินค้าสำคัญหรือคอนเทนต์หลัก
4. ขั้นตอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า มีอะไรบ้าง?
กระบวนการจดทะเบียนมี 3 ขั้นตอนหลัก ที่ผู้ประกอบการสามารถทำได้ผ่านระบบ e-Filing ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา:
- การตรวจค้น (Search): ตรวจสอบว่าชื่อหรือโลโก้ของเราไป “เหมือน” หรือ “คล้าย” กับของคนอื่นที่จดไว้แล้วหรือไม่ ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุดเพื่อไม่ให้เสียเงินฟรี
- การยื่นคำขอ (Filing): กรอกแบบฟอร์ม ก.01 ระบุรายการสินค้าให้ถูกต้องตามจำพวก (Class) และชำระค่าธรรมเนียม
- การตรวจสอบและประกาศโฆษณา: นายทะเบียนจะตรวจสอบ (ใช้เวลา 6-10 เดือน) หากผ่าน จะมีการประกาศโฆษณา 90 วัน เพื่อดูว่ามีใครคัดค้านไหม หากไม่มีคัดค้าน จึงจะได้รับหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียน
ระยะเวลารวมทั้งหมดประมาณ 12-18 เดือน แต่สิทธิ์การคุ้มครองจะเริ่มนับตั้งแต่วันแรกที่ยื่นคำขอสำเร็จ
5. สิทธิบัตร กับ อนุสิทธิบัตร เหมาะกับ SME ไทยมากกว่ากัน?
สำหรับ SME ไทยส่วนใหญ่ “อนุสิทธิบัตร (Petty Patent)” มักจะเหมาะสมกว่า เนื่องจากเกณฑ์การพิจารณาและความรวดเร็ว
- อนุสิทธิบัตร: เหมาะกับงานประดิษฐ์ที่เป็นการ “ปรับปรุง” หรือ “ต่อยอด” จากเดิมเล็กน้อย ไม่ต้องถึงขั้นเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลก ใช้เวลาจดทะเบียนสั้นกว่า (ประมาณ 1-2 ปี) และค่าใช้จ่ายถูกกว่า
- สิทธิบัตร (Patent): เหมาะกับนวัตกรรมที่มี “ความใหม่” และ “ขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น” (Inventive Step) เท่านั้น ใช้เวลาตรวจสอบนาน 3-5 ปี
หากธุรกิจของคุณเป็นการดัดแปลงเครื่องจักรการเกษตร หรือคิดค้นแพ็กเกจจิ้งแบบใหม่ การเลือกจดอนุสิทธิบัตรจะช่วยให้ได้รับความคุ้มครองรวดเร็วทันต่อรอบธุรกิจ (Time-to-market)
6. ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาค้ำประกันเงินกู้ได้จริงไหม ทำอย่างไร?
ทำได้จริง ผ่านโครงการ “แปลงทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทุน” (IP Financing) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญาและสถาบันการเงิน เช่น SME D Bank
เงื่อนไขเบื้องต้นคือ ผู้ประกอบการต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ใน IP นั้นๆ (มีใบรับรอง) และต้องผ่านการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา (IP Valuation) โดยบริษัทประเมินที่ได้รับการรับรอง ปัจจุบัน SME D Bank ให้วงเงินกู้สูงสุดถึง 10 ล้านบาท โดยใช้อัตราดอกเบี้ยพิเศษ (เช่น MLR-2%) ช่วยให้ SME ที่ไม่มีที่ดินหรือหลักทรัพย์ค้ำประกันสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อขยายกิจการได้
7. วิธีตรวจสอบเครื่องหมายการค้าซ้ำ ต้องทำที่ไหน?
ท่านสามารถตรวจสอบด้วยตัวเองได้ฟรีที่ เว็บไซต์กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) ในส่วนของ “ฐานข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญา” (IP Search)
เทคนิคการค้นหา:
- ค้นหาทั้ง “ภาษาไทย” และ “ภาษาอังกฤษ”
- ค้นหาทั้ง “ชื่อที่ตรงกันเป๊ะ” และ “ชื่อที่ออกเสียงคล้ายกัน”
- ตรวจสอบใน “จำพวกสินค้า” (Class) ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของท่าน เช่น อาหาร (Class 29, 30) หรือ ร้านอาหาร (Class 43)
การตรวจสอบอย่างละเอียดจะช่วยลดความเสี่ยงในการถูกปฏิเสธคำขอได้มาก หากไม่มั่นใจ สามารถใช้บริการตรวจค้นจากเจ้าหน้าที่กรมฯ หรือบริษัทกฎหมายได้
8. ถ้าถูกคู่แข่งลอกเลียนแบบสินค้าหรือชื่อร้าน ต้องทำอย่างไร?
หากท่านจดทะเบียน IP ไว้แล้ว ท่านมีสิทธิ์ตามกฎหมายที่จะดำเนินการดังนี้:
- รวบรวมหลักฐาน: แคปหน้าจอ, เก็บใบเสร็จ, ถ่ายรูปสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์
- ส่งหนังสือเตือน (Cease and Desist Letter): ให้ทนายความออกหนังสือแจ้งเตือนให้หยุดการกระทำและเรียกค่าเสียหาย
- แจ้งความร้องทุกข์: แจ้งความดำเนินคดีอาญากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ (กรณีเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์)
- ฟ้องร้องทางแพ่ง: เพื่อเรียกค่าเสียหายตามจริง
ข้อควรระวัง: หากท่าน “ยังไม่ได้จดทะเบียน” เครื่องหมายการค้า การฟ้องร้องจะทำได้ยากกว่ามาก โดยอาจต้องฟ้องด้วยกฎหมายแพ่งเรื่องละเมิดหรือลวงขาย ซึ่งมีภาระการพิสูจน์ที่ซับซ้อนกว่า นี่คือเหตุผลว่าทำไมการจดทะเบียนก่อนจึงสำคัญ
9. สูตรอาหาร จดสิทธิบัตรได้ไหม หรือควรปกป้องอย่างไร?
สูตรอาหาร “จดสิทธิบัตรได้ยาก” และมัก “ไม่แนะนำ” เพราะการจดสิทธิบัตรต้อง “เปิดเผย” ส่วนผสมและกรรมวิธีทั้งหมดต่อสาธารณะ ซึ่งเมื่อหมดอายุคุ้มครอง (20 ปี) ใครก็สามารถทำตามได้
วิธีที่ดีที่สุดสำหรับสูตรอาหารคือ “ความลับทางการค้า (Trade Secret)” คือการเก็บเป็นความลับ ไม่ต้องจดทะเบียน แต่ต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น:
- ทำสัญญา NDA กับพนักงาน
- แยกขั้นตอนการผสมสูตร (เช่น เจ้าของผสมหัวเชื้อเอง พนักงานแค่เจือจาง)
- จำกัดการเข้าถึงสูตรเฉพาะคนที่จำเป็น วิธีนี้จะคุ้มครองสูตรของท่านไป “ตลอดกาล” ตราบเท่าที่มันยังเป็นความลับ (เหมือนกรณีน้ำจิ้ม MK หรือ Coca-Cola)
10. จดทะเบียนในไทย คุ้มครองถึงต่างประเทศไหม?
ไม่คุ้มครอง ทรัพย์สินทางปัญญาใช้หลักการ “หลักดินแดน” (Territorial Principle) คือ จดที่ไหน คุ้มครองแค่ที่นั่น หากท่านจดในไทย สิทธิ์ของท่านจะมีผลแค่ในประเทศไทย
หากท่านมีแผนส่งออกสินค้าไปขายต่างประเทศ (เช่น CLMV, จีน, หรือ ยุโรป) ท่านต้องไปยื่นจดทะเบียนในประเทศปลายทางด้วย ปัจจุบันสามารถใช้ระบบ “พิธีสารมาดริด (Madrid Protocol)” ยื่นคำขอที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาไทยที่เดียว เพื่อขอจดทะเบียนในหลายประเทศทั่วโลกพร้อมกันได้ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาได้มาก
อ้างอิง (References)
- สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.). (2567). รายงานสถานการณ์ SME ไทย ปี 2567. สืบค้นจาก https://www.sme.go.th [เข้าถึงเมื่อ: 30 มกราคม 2569]
- SME D Bank. (2568). สินเชื่อ IP Collateral และโครงการ IP Financing. สืบค้นจาก https://www.smedbank.co.th [เข้าถึงเมื่อ: 30 มกราคม 2569]
- กรมทรัพย์สินทางปัญญา. (2569). อัตราค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน. สืบค้นจาก https://www.ipthailand.go.th [เข้าถึงเมื่อ: 30 มกราคม 2569]
- ประชาชาติธุรกิจ. (2568). “น้องหมีเนย” โมเดลความสำเร็จด้วยพลัง IP. สืบค้นจาก https://www.prachachat.net
- กรมทรัพย์สินทางปัญญา. (2568). คู่มือหลักประกันทางธุรกิจ: ทรัพย์สินทางปัญญา. สืบค้นจาก https://www.ipthailand.go.th
โดย: คุณภูวรา (Khun Phuwara) – ที่ปรึกษาอาวุโสด้านกลยุทธ์ธุรกิจและ Legal-Tech แห่ง The Kooru
Focus Keyword: “ทรัพย์สินทางปัญญา SME”
Secondary Keywords (LSI): “จดเครื่องหมายการค้า”, “ลิขสิทธิ์”, “สิทธิบัตร”, “ความลับทางการค้า”, “แฟรนไชส์”.