สวัสดีครับผู้ประกอบการทุกท่าน ในยุคที่การประชุมออนไลน์ผ่าน Zoom หรือ Microsoft Teams กลายเป็นเรื่องปกติ ผมเชื่อว่าหลายท่านคงเคยเห็น “แขกไม่ได้รับเชิญ” ที่ชื่อแปลกๆ อย่าง Otter.ai, Fireflies หรือ Laxis เข้ามาร่วมในห้องประชุมพร้อมกับสถานะ “Recording” (กำลังบันทึก)
เราทุกคนทราบดีว่าเครื่องมือเหล่านี้มีประโยชน์มหาศาล มันช่วยถอดเสียง (Transcribe) สรุปประเด็น (Summarize) และส่ง Action Plan ให้เราทันทีที่จบการประชุม แต่ในฐานะคนที่คลุกคลีกับกฎหมายและเทคโนโลยีมากว่า 20 ปี ผมต้องขอเตือนด้วยความหวังดีว่า: “ของฟรีไม่มีในโลก และความสะดวกสบายอาจแลกมาด้วยความลับทางการค้าของคุณ”

ล่าสุดในปี 2025 ในสหรัฐอเมริกา มีคดีฟ้องร้องใหญ่ (Class Action) ระหว่างผู้ใช้งานกับ Otter.ai ในข้อหาดักฟังและนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม สิ่งนี้คือสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงที่ SME, โรงพยาบาล และ Tech Startup ในไทยต้องหันมามองนโยบายการใช้ AI ของตัวเองเดี๋ยวนี้ ก่อนที่จะทำผิด พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) โดยไม่รู้ตัว
AI จดบันทึกการประชุม (AI Notetaker) คืออะไร? ทำไมจึงเป็นดาบสองคม
รู้จักการทำงานของ AI Bot ในห้องประชุมออนไลน์
AI Notetaker คือซอฟต์แวร์ที่ใช้ Generative AI ในการแปลงเสียงเป็นข้อความ (Speech-to-Text) และสรุปเนื้อหาการประชุม เครื่องมือยอดนิยมอย่าง Otter.ai หรือ Fireflies มักจะเชื่อมต่อกับปฏิทิน (Calendar) ของผู้ใช้ และสามารถ “Auto-join” หรือกระโดดเข้าห้องประชุมได้เองโดยที่เจ้าของอาจลืมปิด
ความสะดวกสบายที่แลกมาด้วยความเสี่ยงด้านข้อมูล (Data Privacy)
เหรียญมีสองด้านเสมอ แม้ AI จะช่วยเพิ่ม Productivity แต่ในมุมของความปลอดภัยข้อมูล (Data Privacy) มันคือ “เครื่องดักฟังอัจฉริยะ” ที่บันทึกทุกคำพูด รวมถึงเรื่องส่วนตัว ความลับทางการค้า และข้อมูลอ่อนไหว (Sensitive Data) ส่งขึ้นไปประมวลผลบน Cloud Server ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในต่างประเทศ
4 ความเสี่ยงทางกฎหมายเมื่อใช้ AI จดบันทึกการประชุมโดยไม่ระวัง
หากคุณปล่อยให้พนักงานใช้ AI bot ตัวไหนก็ได้เข้าประชุม นี่คือระเบิดเวลาที่คุณกำลังนั่งทับอยู่:
1. กับดัก PDPA: การบันทึกเสียงโดยไม่ขอความยินยอม (Consent)
ในประเทศไทย การบันทึกเสียงหรือการสนทนาโดยที่คู่สนทนา “ไม่ทราบ” หรือ “ไม่ยินยอม” เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก
- กฎหมาย: ตาม PDPA มาตรา 19 การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล (เสียงสนทนา) ต้องได้รับความยินยอม (Consent) จากเจ้าของข้อมูลก่อนหรือในขณะเก็บรวบรวม
- ความเสี่ยง: หาก AI เข้ามาบันทึกทันทีโดยไม่มีการแจ้งเตือน (Notification) หรือไม่มีการกดปุ่มยอมรับ (Opt-in) อย่างชัดเจน จะถือว่าเป็นการเก็บข้อมูลโดยมิชอบ นอกจากโทษทางปกครองที่ปรับสูงสุดถึง 7 ล้านบาท (อ้างอิงเคสปี 2024 ที่มีการปรับบริษัทฐานละเมิดความปลอดภัยข้อมูล) ยังอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญาเรื่องการดักฟังได้อีกด้วย
2. ข้อมูลรั่วไหล: เมื่อความลับทางการค้าถูกนำไปเทรน AI Model
คุณเคยอ่าน Terms of Service ของแอปฯ ฟรีพวกนี้ไหมครับ? แอปฯ ส่วนใหญ่ระบุว่าข้อมูลการสนทนาของคุณอาจถูกนำไปใช้เพื่อ “พัฒนาและเทรนโมเดล AI”
- ความเสี่ยง: ลองนึกภาพว่าคุณกำลังประชุมเรื่อง “สูตรยาลับ” หรือ “กลยุทธ์เข้าซื้อกิจการ (M&A)” แล้วข้อมูลนี้ถูกส่งไปเทรน AI วันดีคืนดี คู่แข่งของคุณอาจไปถาม ChatGPT หรือ AI ตัวนั้น แล้วได้ข้อมูลที่คล้ายกับความลับของคุณออกมา กรณีศึกษาจากต่างประเทศอย่างคดีฟ้องร้อง Otter.ai ในแคลิฟอร์เนีย ระบุชัดเจนว่ามีการนำข้อมูลเสียงไปใช้เทรนโมเดลโดยที่ผู้เข้าร่วมประชุม (Non-users) ไม่ได้ยินยอม

3. หลักฐานมัดตัวในชั้นศาล (Discoverability): เมื่อ AI สรุปความผิดพลาด
ในทางกฎหมาย สิ่งที่ AI จดบันทึกถือเป็น “พยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์” (Electronic Evidence)
- ปัญหา: AI ไม่ใช่มนุษย์ มันไม่เข้าใจบริบท “การประชดประชัน” หรือ “มุกตลก”
- ความเสี่ยง: หากเกิดคดีฟ้องร้อง (เช่น คดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม) อีกฝ่ายสามารถใช้กระบวนการเรียกพยานหลักฐาน (Discovery) ขอบันทึกนี้ได้ หาก AI Hallucinate (มโน) สรุปผิดๆ ว่า “บริษัทยอมรับความผิด” ทั้งที่คุณพูดเล่น สิ่งนี้จะกลายเป็นหลักฐานมัดตัวคุณทันที
4. การสูญเสียเอกสิทธิ์ความคุ้มครอง (Privilege Waiver)
สำหรับผู้บริหารโรงพยาบาลหรือทนายความ ข้อนี้สำคัญที่สุด
- ความเสี่ยง: การคุ้มครองข้อมูลระหว่าง ทนาย-ลูกความ (Attorney-Client Privilege) จะศักดิ์สิทธิ์เมื่อเป็น “ความลับ” การมี AI (บุคคลที่ 3) เข้ามาบันทึกและเก็บข้อมูลบน Cloud อาจถูกตีความทางกฎหมายว่าคุณได้ “สละ” (Waive) สิทธิ์ในการรักษาความลับนั้นไปแล้ว เพราะคุณอนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าถึงข้อมูล
กรณีศึกษา (Case Study): บทเรียนราคาแพงจากการใช้ AI ผิดวิธี
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ผมขอยกตัวอย่างสถานการณ์จำลองที่สะท้อนจากเคสจริง (เช่น กรณีโรงพยาบาลใน Ontario ที่ข้อมูลคนไข้รั่วไหลผ่าน Otter.ai):
สถานการณ์: บริษัท “สยามเฮลท์เทค จำกัด” (นามสมมติ) เป็น Startup พัฒนาแอปฯ สุขภาพ กำลังประชุมออนไลน์กับ “โรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง”
- ผู้กระทำ: “น้องเอ” ฝ่ายการตลาด ใช้ AI Notetaker
- ตัวฟรี (Free Tier) เพื่อช่วยจดบันทึก เพราะไม่อยากจดเอง โดยไม่ได้แจ้งโรงพยาบาล
- เหตุการณ์: AI Bot เข้าห้องประชุมอัตโนมัติ ระหว่างประชุมมีการพูดถึง รายชื่อคนไข้ VIP และ ตัวเลขงบประมาณลับ
- ผลกระทบ:
PDPA Breach: โรงพยาบาลฟ้องสยามเฮลท์เทคฐานละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลคนไข้ เพราะมีการบันทึกเสียงโดยไม่ขอ Consent
Data Leak: ข้อมูลการเงินของโรงพยาบาลถูก AI นำไปประมวลผลบน Server ต่างประเทศ ซึ่งขัดต่อนโยบายความปลอดภัย ตาม PDPA มาตรา 37 ที่กำหนดมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย
ความเสียหาย: ดีลล่ม และสยามเฮลท์เทคถูกปรับและเสียชื่อเสียงอย่างหนัก -

PDPA บันทึกเสียงการประชุม
วิธีป้องกันความเสี่ยง: คู่มือการใช้ AI Notetaker สำหรับ SME ไทย
ผมไม่ได้บอกให้คุณเลิกใช้เทคโนโลยี แต่คุณต้องใช้มันอย่าง “ฉลาดและปลอดภัย” นี่คือ “เกราะป้องกัน 3 ชั้น” ที่ผมแนะนำให้ลูกค้าทำทันที:
1. การคัดเลือกเครื่องมือ (Vet Your Tools): Enterprise Grade vs Free Tier
- ห้ามใช้ของฟรีสำหรับงานบริษัท: ยอมจ่ายเงินเถอะครับ (Enterprise Plan) เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลของคุณจะไม่ถูกนำไปเทรน AI (Zero Data Retention / No Training Policy)
- ตรวจสอบที่เก็บข้อมูล: เลือกผู้ให้บริการที่ระบุได้ว่าเก็บข้อมูลที่ไหน และมีมาตรฐาน Encryption ระดับสูง
2. สร้าง Meeting Protocol: ไฟเขียว-ไฟเหลือง-ไฟแดง
-
🟢 ไฟเขียว (บันทึกได้): การประชุมทั่วไป, Brainstorming ภายในทีม
-
🟡 ไฟเหลือง (ระวัง): การประชุมกับลูกค้าภายนอก (ต้องขอ Consent และมีหลักฐาน)
-
🔴 ไฟแดง (ห้าม AI เด็ดขาด): การประชุมบอร์ดบริหาร, การปรึกษาคดีความ, เรื่อง HR ละเอียดอ่อน, หรือความลับทางการค้า
3. ขั้นตอนการขอความยินยอม (Consent Flow) ที่ถูกต้องตามกฎหมาย
เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร อย่าให้ AI เข้าห้องแบบเงียบๆ
- แจ้งเตือนล่วงหน้า: ระบุในปฏิทินนัดหมายว่า “การประชุมนี้จะมีการใช้ AI ช่วยบันทึก”
- ขออนุญาตเมื่อเริ่ม: พิธีกรต้องพูดเสมอว่า “ขออนุญาตบันทึกการประชุมผ่าน AI นะครับ หากท่านใดไม่สะดวกใจแจ้งได้ทันที” (Affirmative Action)
- เคารพคำว่า “ไม่”: หากมีแค่ 1 คนไม่ยินยอม ต้องปิด AI ทันที แล้วใช้วิธีจดบันทึกด้วยมือแทน
สรุป: อนาคตของการประชุมออนไลน์ที่ปลอดภัยและมีธรรมาภิบาล
“เทคโนโลยีคือเครื่องทุ่นแรง แต่ถ้าใช้โดยไม่ระวัง มันจะกลายเป็นเครื่องประหาร”
สำหรับเจ้าของธุรกิจ การ “Say No” กับ AI ในบางสถานการณ์ไม่ใช่เรื่องล้าหลัง แต่เป็นเรื่องของ ความเป็นมืออาชีพ (Professionalism) และ ธรรมาภิบาล (Governance)
Checklist สิ่งที่ผู้บริหารต้องทำทันที:
- เรียกประชุมทีม IT หรือ HR ถามว่า “ตอนนี้พนักงานเราใช้ AI ตัวไหนจดประชุมบ้าง?”
- ออกนโยบายบริษัท (Policy) เรื่องการใช้ AI Meeting Assistant ให้ชัดเจน
- ถ้าจะใช้ ลงทุนซื้อ License แบบ Enterprise ที่ปกป้องข้อมูลของคุณครับ
อย่ารอให้หมายศาลมาถึงหน้าบริษัท แล้วค่อยคิดเรื่องนี้นะครับ
ต้องการสร้างเกราะป้องกันทางกฎหมายให้ธุรกิจ Tech ของคุณ? ทีมงาน The Kooru เชี่ยวชาญด้าน AI Governance Audit และการร่างสัญญาธุรกิจเทคโนโลยี [ติดต่อเราวันนี้เพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้น] – ปกป้องธุรกิจของคุณก่อนที่กฎหมายจะไล่ตามทัน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. ใช้ Otter.ai แบบฟรี ผิดกฎหมาย PDPA ไหม?
– การใช้แบบฟรีมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากมักไม่มีฟีเจอร์บริหารจัดการความยินยอม (Consent Management) และอาจนำข้อมูลไปเทรนโมเดล หากบันทึกเสียงบุคคลอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม อาจผิด PDPA มาตรา 19 ครับ
2. ถ้าประชุมแค่ภายในบริษัท ต้องขอ Consent พนักงานไหม?
– จำเป็นครับ ควรระบุในสัญญาจ้างงานหรือนโยบายความเป็นส่วนตัวของพนักงาน (Employee Privacy Policy) ว่าจะมีการใช้ AI บันทึกการประชุมเพื่อวัตถุประสงค์ในการทำงาน และควรแจ้งเตือนทุกครั้งก่อนเริ่มบันทึก
3. AI Notetaker ถือเป็นการดักฟัง (Wiretapping) หรือไม่?
– หากผู้เข้าร่วมการประชุม ไม่ทราบ ว่ามีการบันทึกเสียง ถือเป็นการดักฟัง (Wiretapping) แต่ไม่มีความผิด เพราะประเทศไทยไม่ได้มีกฎหมาย Anti-Wiretapping แต่หากการได้มาซึ่งข้อมูลเสียงส่วนบุคคลโดยไม่มี consent อาจผิดกฎหมาย PDPA
4. จะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลการประชุมไม่รั่วไหล?
– ต้องตรวจสอบ Data Privacy Policy ของผู้ให้บริการ AI ครับ ควรมองหาคำว่า “SOC 2 Type II compliance” และ “No training on customer data” ในแพ็กเกจ Enterprise
5. ถ้าลูกค้าไม่ยอมให้ใช้ AI บันทึก ควรทำอย่างไร?
– ต้องเคารพสิทธิของลูกค้าทันทีครับ ปิด AI แล้วใช้วิธีจดบันทึกด้วยมือหรือพิมพ์เอง การฝืนบันทึกจะทำลายความเชื่อใจและเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง
6. หลักฐานจาก AI เชื่อถือได้แค่ไหนในศาลไทย?
– ศาลไทยรับฟังพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ แต่ศาลจะชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือ หาก AI สรุปผิดพลาดหรือไม่มี Log file ยืนยันความถูกต้อง น้ำหนักของหลักฐานนั้นอาจน้อยลงหรือถูกหักล้างได้ง่าย
7. ข้อมูลที่ AI บันทึกไว้ ควรกำหนดระยะเวลาเก็บรักษานานแค่ไหน?
– ไม่ควรเก็บไว้นานเกินความจำเป็น (Data Retention Period) เช่น ลบทิ้งภายใน 30-90 วันหลังจบโปรเจกต์ เพื่อลดความเสี่ยงหากเกิด Data Breach
8. Fireflies.ai กับ Otter.ai ต่างกันอย่างไรในมุมกฎหมาย?
– ทั้งคู่มีความเสี่ยงคล้ายกันหากใช้เวอร์ชันฟรี แต่เวอร์ชัน Enterprise ของทั้งสองค่ายจะมีฟีเจอร์ด้าน Security และ Admin Control ที่ช่วยให้ปฏิบัติตาม PDPA ได้ง่ายขึ้นครับ
9. การส่งข้อมูลไปประมวลผลเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศ ผิดกฎหมายไหม?
– PDPA มาตรา 28 ระบุว่าประเทศปลายทางต้องมีมาตรฐานคุ้มครองข้อมูลที่เพียงพอ หรือต้องมีสัญญา (Standard Contractual Clauses) รองรับ การใช้ AI Cloud จึงต้องตรวจสอบว่า Server ตั้งอยู่ที่ไหน (เช่น สิงคโปร์ หรือ สหรัฐฯ)
10. ควรเริ่มร่างนโยบาย AI (AI Policy) อย่างไร?
– เริ่มจากการระบุรายชื่อเครื่องมือที่ “อนุญาต” และ “ไม่อนุญาต” (Allowlist/Blocklist) และกำหนดระดับความลับของข้อมูล (Data Classification) ว่าข้อมูลระดับไหนห้ามใช้ AI ประมวลผลเด็ดขาด
Focus Keyword: AI จดบันทึกการประชุม
Secondary Keywords: PDPA บันทึกเสียงการประชุม, ความปลอดภัยข้อมูลสารสนเทศ, นโยบายการใช้ AI ในองค์กร, กฎหมายดักฟัง, Otter.ai ข้อควรระวัง
โดย: คุณภูวรา (Khun Phuwara) – ที่ปรึกษาอาวุโสด้านกลยุทธ์ธุรกิจและ Legal-Tech แห่ง The Kooru
ที่มา:
https://www.ipthailand.go.th/images/26881/PDPA_Guideline_v_1.pdf
https://www.context.news/ai/opinion/in-thailand-ai-is-a-tool-for-surveillance-and-stifling-dissent