บทนำ: เมื่อ “ความเชื่อใจ” แพงกว่า “ค่าโฆษณา” ในยุคที่ข้อมูลมีค่าเท่าทองคำ
ลองจินตนาการภาพนี้ครับ…
เช้าวันจันทร์ คุณเดินเข้าออฟฟิศพร้อมกาแฟร้อนๆ เปิดแล็ปท็อปแล้วพบว่า แคมเปญโปรโมชันที่คุณเพิ่งปล่อยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กำลังทำยอดขายพุ่งกระฉูด 300% แต่ไม่ถึงชั่วโมงต่อมา… โทรศัพท์ดัง มันคือหัวหน้าที่โทรมาด้วยน้ำเสียงตกใจ
# เราเพิ่งได้รับแจ้งจาก PDPC (คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) ว่ามีลูกค้าร้องเรียนเรื่องข้อมูลรั่วไหล… และตอนนี้สื่อกำลังติดต่อเข้ามา
นี่ไม่ใช่นิยายครับ แต่เป็นฝันร้ายจริงๆ ที่เกิดขึ้นกับ SME ไทยหลายเจ้าในปี 2025 ที่ผ่านมา
ข้อมูลจาก PDPC Annual Report 2025 เผยว่ามีการสั่งปรับไปแล้วกว่า 21.5 ล้านบาท โดยเคสที่หนักที่สุดคือบริษัทค้าปลีกไอทีชื่อดัง ถูกปรับถึง 7 ล้านบาท เพียงเพราะระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลไม่เพียงพอ
แต่ที่แพงกว่าค่าปรับคือ “ความเชื่อใจที่สูญเสียไป” – สิ่งที่คุณไม่สามารถซื้อกลับคืนมาได้ด้วยเงิน
วันนี้ผม คุณภูวรา จะพาคุณไปเจาะลึก กลยุทธ์ Privacy by Design (PbD) ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของทีม IT หรือ Legal แต่เป็นอาวุธลับสำหรับนักการตลาด ที่จะช่วยให้คุณทั้งปลอดภัยทางกฎหมาย และสร้างความไว้วางใจที่แข็งแกร่งกับลูกค้าได้จริง
ส่วนที่ 1: Privacy by Design (PbD) – อาวุธลับที่นักการตลาดต้องมี
Privacy by Design คืออะไร? ทำไมต้องแคร์ตั้งแต่วันนี้
Privacy by Design ไม่ใช่แค่การติดป้าย “Privacy Policy” ไว้ท้ายเว็บไซต์แล้วจบ แต่มันคือการคิดเผื่อก่อนเกิดเรื่อง (Proactive, not Reactive)
หลักการนี้ริเริ่มโดย Dr. Ann Cavoukian นักวิชาการชาวแคนาดา และปัจจุบันกลายเป็นหัวใจสำคัญของกฎหมายทั่วโลก:
- GDPR (สหภาพยุโรป) – มาตรา 25
- PDPA (ไทย) – มาตรา 37 และ 39
- DPDPA (อินเดีย) – Section 8
ทำไมนักการตลาดต้องแคร์?
คุณกำลังถือ**”ระเบิดเวลา”** อยู่ในมือครับ ข้อมูลที่คุณเก็บ ไม่ว่าจะเป็น:
- ชื่อ-นามสกุล
- อีเมล
- เบอร์โทรศัพท์
- ประวัติการซื้อ
- Location Data (GPS)
- Behavioral Data (พฤติกรรมการเข้าเว็บ)
ล้วนเป็น “ข้อมูลส่วนบุคคล” ตาม PDPA ทั้งสิ้น
หากคุณ:
- เก็บโดยไม่บอกวัตถุประสงค์ → ฝ่าฝืนมาตรา 19 (ความโปร่งใส)
- ใช้ผิดประเภท (เช่น เอาเบอร์ที่ลูกค้าให้ไว้สั่งของ ไปขายประกัน) → ฝ่าฝืนมาตรา 21 (การใช้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์)
- ปล่อยให้ไฟล์ Excel ลูกค้าหลุดใน Line Group → ฝ่าฝืนมาตรา 37 (ความมั่นคงปลอดภัย)
ROI ที่มองไม่เห็น: เมื่อ Privacy กลายเป็นเงิน
ข้อมูลจาก Cisco Privacy Benchmark Study 2025 เผยว่า:
- องค์กรที่ลงทุนด้าน Privacy ได้ ROI เฉลี่ย 1.6 เท่า
- 94% ของลูกค้ากล่าวว่าพวกเขาจะไม่ซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่ไม่ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล
- 97.9% ของคนไทยยินดีให้ข้อมูลส่วนตัว หากได้รับ Value Exchange ที่ชัดเจน (เช่น ส่วนลด, บริการพิเศษ) – ข้อมูลจาก Thailand MarTech Report 2025
นี่หมายความว่า Privacy ไม่ใช่ภาระ แต่คือโอกาส

ส่วนที่ 2: 5 ขั้นตอนฝัง Privacy ลงในแคมเปญการตลาดของคุณ
ขั้นที่ 1: ทำ PIA (Privacy Impact Assessment) ก่อนเริ่มงานเสมอ
PIA คืออะไร?
เป็นการประเมินผลกระทบด้านความเป็นส่วนตัว ก่อนเริ่มโปรเจกต์หรือแคมเปญใหม่
ตัวอย่างคำถามที่ต้องถามตัวเอง:
- ข้อมูลที่เราจะเก็บ มีความเสี่ยงระดับไหน? (Low/Medium/High)
- ถ้าข้อมูลรั่ว จะกระทบต่อลูกค้าอย่างไร?
- เราเก็บข้อมูลสุขภาพหรือข้อมูลละเอียดอ่อน (Sensitive Data) หรือไม่?
กฎเหล็ก: ถ้าเก็บข้อมูลสุขภาพ, ข้อมูลทางการเงิน หรือข้อมูลเด็ก → ต้องทำ PIA อย่างเป็นทางการ และอาจต้องปรึกษา DPO (Data Protection Officer)
ขั้นที่ 2: เปลี่ยนมาใช้ First-Party Data อย่างมีจริยธรรม
จุดจบของยุค Third-Party Cookies
ปี 2025 ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่าน ครับ:
- Safari และ Firefox บล็อก Third-Party Cookies ไปตั้งแต่ปี 2020
- Google Chrome ประกาศเปลี่ยนเป็นระบบ “User Choice” ที่ให้ผู้ใช้เลือกปิด Tracking ได้ง่ายขึ้น
ผลลัพธ์? วิธีการ Retargeting แบบเก่า (ตามติดลูกค้าไปทุกเว็บ) ใช้ไม่ได้แล้ว
ทางรอด: First-Party Data Strategy
First-Party Data คือข้อมูลที่คุณเก็บเองโดยตรงจากลูกค้า ผ่าน:
- ระบบสมาชิก (Membership)
- LINE Official Account (LINE OA)
- Email Newsletter
- CRM หรือ CDP (Customer Data Platform)
ข้อดี:
- ✅ ข้อมูลแม่นยำ 100% (ไม่ผ่านคนกลาง)
- ✅ ถูกกฎหมาย (เพราะลูกค้ายอมให้เอง)
- ✅ สร้างความสัมพันธ์ระยะยาว (Loyalty)
ขั้นที่ 3: Data Minimization – เก็บให้น้อยที่สุด
กฎเหล็ก: อย่าเก็บเผื่อ!
PDPA มาตรา 22 กำหนดให้ “เก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็น” ต่อวัตถุประสงค์เท่านั้น
ตัวอย่างที่ผิด:
Audit แบบฟอร์มของคุณวันนี้:
- ✂️ ตัดช่องที่ไม่จำเป็นออกทั้งหมด
- 🔒 ทำให้ช่อง Sensitive เป็น Optional (ไม่บังคับ)
ขั้นที่ 4: ล็อกบ้านให้แน่นหนา (End-to-End Security)
2 สถานะของข้อมูลที่ต้องปกป้อง:
- Data at Rest (ข้อมูลที่เก็บนิ่งๆ ใน Server/Database)
- ✅ ใช้ Encryption AES-256
- ✅ ทำ Automated Backup สัปดาห์ละครั้ง
- Data in Transit (ข้อมูลที่กำลังส่งหากัน)
- ✅ ใช้ TLS 1.3 (HTTPS)
- ✅ ห้ามส่งไฟล์ลูกค้าผ่าน Line ส่วนตัว → ใช้ Secure File Sharing เช่น Google Drive (แต่ต้องตั้งค่า Permission)
เครื่องมือที่แนะนำสำหรับ SME:
- CRM: HubSpot, Salesforce (มีระบบรักษาความปลอดภัยมาตรฐานสากล)
- Email Marketing: Mailchimp, GetResponse (รองรับ GDPR/PDPA)
- File Encryption: VeraCrypt, Cryptomator (ฟรี)
ขั้นที่ 5: โปร่งใสและตรวจสอบได้ (Transparency & Accountability)
Privacy Policy ต้อง “อ่านรู้เรื่อง” ไม่ใช่ก็อปวาง
หยุดใช้ภาษากฎหมายที่ชวนง่วง เขียนให้เหมือนคุยกับมนุษย์:
แย่ ❌:
# บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาดตามที่ระบุในข้อกำหนดและเงื่อนไขฉบับนี้
ดี ✅:
# เราจะเก็บอีเมลของคุณเพื่อส่งโปรโมชันพิเศษเดือนละ 1-2 ครั้ง คุณสามารถกด Unsubscribe ได้ทุกเมื่อ
เทคนิค Layered Notice:
- ชั้นที่ 1: ข้อความสั้นๆ ติดแบบฟอร์ม (Tooltip หรือ Pop-up)
- ชั้นที่ 2: ลิงก์ไปหน้า Privacy Policy เต็ม

ส่วนที่ 3: รับมือยุค Cookieless World – เมื่อคุกกี้กำลังแตกสลาย
จากการ “ตามติด” สู่การ “สร้างความไว้วางใจ”
สถานการณ์ปัจจุบัน:
- Google Chrome ประกาศให้ผู้ใช้ “เลือก” ว่าจะให้ติดตามหรือไม่ (มีผลตั้งแต่ Q2/2025)
- ผลสำรวจพบว่า ผู้ใช้ 70%+ เลือกปิด Tracking
ผลกระทบต่อนักการตลาด:
- 📉 Retargeting Ads แม่นยำลงมาก
- 📉 Conversion Rate Tracking ผิดพลาด
- 📉 Attribution Model พังทลาย
ทางรอด 4 ข้อ:
1. Contextual Targeting (กลับสู่พื้นฐาน)
แทนที่จะติดตามพฤติกรรมส่วนตัว ให้ยิงโฆษณาตามเนื้อหาที่ลูกค้ากำลังเสพ:
2. Server-Side Tracking
เปลี่ยนจากการฝัง Client-Side Pixel (JavaScript บนเบราว์เซอร์) มาเป็น Server-Side (ส่งข้อมูลผ่าน Server ของคุณเอง)
ข้อดี:
- ✅ ไม่โดน Ad Blockers กั้น
- ✅ ข้อมูลแม่นยำขึ้น (ไม่หายกลางทาง)
- ✅ ปลอดภัยกว่า (ลดการส่งข้อมูลไป Third-Party)
เครื่องมือ: Google Tag Manager (Server-Side), Segment, RudderStack
3. CMP (Consent Management Platform)
Cookie Banner ของคุณถูกกฎหมายหรือไม่?
ห้ามทำ ❌:
- Pre-ticked boxes (ติ๊กถูกไว้ล่วงหน้า)
- ซ่อนปุ่ม “ปฏิเสธ” ให้ยากต่อการหา
- บังคับให้กด “ยอมรับ” ถึงจะใช้เว็บได้
ต้องทำ ✅:
- ให้เลือกได้ชัดเจน: “ยอมรับทั้งหมด” | “ปฏิเสธทั้งหมด” | “กำหนดเอง”
- เก็บประวัติความยินยอม (Consent Log) ไว้อย่างน้อย 3 ปี
เครื่องมือแนะนำ: OneTrust, Cookiebot, Usercentrics
4. สร้าง CDP (Customer Data Platform) ของตัวเอง
แทนที่จะพึ่งพา Google Analytics หรือ Facebook Pixel อย่างเดียว ให้สร้างฐานข้อมูลลูกค้าเอง ที่รวมข้อมูลจากทุกจุดสัมผัส:
- 🛒 E-commerce (ประวัติการซื้อ)
- 📧 Email Marketing (Open Rate, Click Rate)
- 💬 LINE OA (การแชท, สติกเกอร์)
- 📞 Call Center (ประวัติการติดต่อ)
CDP ยอดนิยม: Segment, Salesforce CDP, Adobe Real-Time CDP
ส่วนที่ 4: การโอนข้อมูลข้ามพรมแดน – กับดักที่ SME มักพลาด
ข้อมูลของคุณ “บิน” ไปที่ไหน?
คุณอาจคิดว่าบริษัทอยู่ไทย ข้อมูลก็ต้องอยู่ไทย… ผิดครับ!
ถ้าคุณใช้:
- ☁️ Cloud Server (AWS, Google Cloud, Azure)
- 📧 Email Marketing Tools (Mailchimp, SendGrid)
- 💼 CRM/SaaS (HubSpot, Salesforce, Zoho)
ข้อมูลอาจกำลังวิ่งไปสิงคโปร์, สหรัฐอเมริกา หรือไอร์แลนด์ โดยที่คุณไม่รู้ตัว
ความเสี่ยงตาม PDPA มาตรา 28
กฎหมายระบุว่า:
การโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปต่างประเทศต้องมั่นใจว่าประเทศปลายทางมีมาตรฐานคุ้มครองข้อมูลที่เพียงพอ
หากไม่มี → ต้องใช้มาตรการป้องกันพิเศษ เช่น:
- ✅ SCCs (Standard Contractual Clauses) – สัญญามาตรฐานที่ EU Commission อนุมัติ
- ✅ BCRs (Binding Corporate Rules) – กฎเกณฑ์ภายในองค์กรข้ามชาติ
- ✅ Encryption – เข้ารหัสข้อมูลก่อนส่ง
Checklist: ทำ Data Mapping ให้ได้
ขั้นตอนที่ 1: เขียนแผนผังการไหลของข้อมูล
[ลูกค้ากรอกฟอร์ม]
↓
[เว็บไซต์ (ไทย)]
↓
[Google Cloud Server (สิงคโปร์)]
↓
[Mailchimp (สหรัฐฯ)]
↓
[Analytics Dashboard (ไอร์แลนด์)]
ขั้นตอนที่ 2: เช็ค DPA (Data Processing Agreement)
ทุกเครื่องมือที่คุณใช้ต้องมี:
- ✅ ข้อตกลง DPA ที่ชัดเจน
- ✅ รองรับ SCCs
- ✅ มีนโยบาย Data Breach Response
ขั้นตอนที่ 3: เข้ารหัสข้อมูลทุกครั้งที่ส่ง
ใช้ TLS 1.3 สำหรับ Data in Transit และ AES-256 สำหรับ Data at Rest

ส่วนที่ 5: 12 Best Practices ความปลอดภัยข้อมูลฉบับปฏิบัติจริง
นี่คือ Checklist สำเร็จรูป ที่คุณสามารถนำไปใช้กับทีมงานได้ทันที:
1. การขอ Consent แบบ “Explicit” และ “Freely Given”
ห้ามทำ ❌:
- Pre-ticked boxes (ติ๊กถูกไว้ล่วงหน้า)
- บังคับให้ยอมรับถึงจะใช้บริการได้ (เว้นแต่จำเป็นจริงๆ)
- ซ่อนในเงื่อนไขตัวเล็กๆ
ต้องทำ ✅:
- แยกช่อง “ยอมรับเงื่อนไขการใช้งาน” กับ “ยอมรับข่าวสารการตลาด”
- ให้เลือกได้ทีละหมวด (Granular Consent)
- เก็บ Consent Log พร้อม Timestamp
2. Data Minimization – เก็บเท่าที่จำเป็น
ทำ Audit ทุกไตรมาส:
- 🗑️ ลบข้อมูลลูกค้าที่ Inactive เกิน 2 ปี
- 🔍 Review แบบฟอร์มทุกอัน ตัดช่องเกินออก
- 📊 ใช้ Anonymous Data สำหรับการวิเคราะห์ (ไม่ต้องเก็บชื่อจริง)
3. Transparency & Layered Notice
ใช้เทคนิค “Layered Approach”:
ชั้นที่ 1 (Just-in-Time Notice):
ติด Tooltip ข้างช่องกรอกข้อมูล เช่น:
💡 “เราขออีเมลเพื่อส่ง E-receipt และโปรโมชันพิเศษ (1-2 ครั้ง/เดือน)”
ชั้นที่ 2 (Full Privacy Policy):
ลิงก์ไปหน้าเต็มที่อธิบายรายละเอียด
4. User Control – คืนอำนาจให้ลูกค้า
สิทธิ์ 8 ข้อตาม PDPA ที่ต้องรองรับ:
เวลาตอบกลับ: ภายใน 30 วัน (ตาม PDPA มาตรา 39)
5. Robust Security (MFA & Access Control)
ระดับความปลอดภัยขั้นต่ำ:
Level 1: บัญชีส่วนตัว
- ✅ Password 12+ ตัวอักษร
- ✅ เปิด 2FA/MFA (Google Authenticator, Authy)
Level 2: ระบบหลังบ้าน (Admin Panel)
- ✅ บังคับ MFA ทุกบัญชี
- ✅ ตั้ง IP Whitelist (จำกัดให้เข้าได้แค่ Office IP)
- ✅ Password Expiry ทุก 90 วัน
Level 3: Database
- ✅ Role-Based Access Control (RBAC)
- พนักงานการตลาด → ดูได้แค่ชื่อ-อีเมล
- พนักงานการเงิน → ดูได้แค่ข้อมูลการชำระเงิน
- ✅ Audit Log ทุกครั้งที่มีคนเข้าดู Database
6. Privacy Policy ฉบับ “ภาษาคน”
เปลี่ยนจาก:
# บริษัทฯ อาจดำเนินการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเพื่อวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกิจตามปกติ
เป็น:
# เราเก็บอีเมลและชื่อของคุณเพื่อ:
- ส่งใบเสร็จ
- แจ้งข่าวสารโปรโมชันเดือนละ 1-2 ครั้งคุณสามารถกด Unsubscribe ได้ทุกเมื่อ
เทคนิค:
- ใช้ หัวข้อย่อย และ Bullet Points
- เพิ่ม Table of Contents ให้กระโดดไปอ่านส่วนที่สนใจได้
- ใส่ ตัวอย่างจริง (Real-life Examples)
7. Vendor Management (DPA กับ Third-Party)
ทุกเครื่องมือที่คุณใช้ ต้องเซ็นสัญญา DPA
Checklist การเลือก Vendor:
- ☑️ มี ISO 27001 หรือ SOC 2 Type II
- ☑️ รองรับ SCCs สำหรับการโอนข้อมูลข้ามประเทศ
- ☑️ มี Breach Notification Policy (แจ้งภายใน 72 ชม.)
- ☑️ มี Data Deletion Guarantee (ลบจริงเมื่อสัญญาหมด)
Agency/Freelancer ที่จ้าง:
- ✅ ให้เซ็น NDA + DPA
- ✅ ห้ามเอาข้อมูลไปใช้กับโปรเจกต์อื่น
- ✅ ต้องลบข้อมูลทันทีเมื่อสิ้นสุดงาน
8. เคารพสิทธิ์ Opt-Out และ GPC
Unsubscribe ต้อง “จริงใจ”:
- ✅ ปุ่ม Unsubscribe ต้องเห็นง่าย (ไม่ใช่ตัวเล็กสีเทาซ่อนมุมล่าง)
- ✅ กดปุ๊บต้องหยุดส่งปั๊บ (ภายใน 24-48 ชม.)
- ✅ ห้ามต้องล็อกอินถึงจะกด Unsubscribe ได้
Global Privacy Control (GPC):
เป็นสัญญาณจากเบราว์เซอร์ที่บอกว่า “ผู้ใช้ไม่ต้องการถูกติดตาม” – เว็บของคุณต้องเคารพสัญญาณนี้
9. Privacy by Default
ค่าเริ่มต้นต้องเป็น “ส่วนตัวที่สุด” เสมอ
ตัวอย่าง:
10. Data Retention – กำหนดวันหมดอายุ
อย่าเก็บขยะ!
กำหนดนโยบายชัดเจน:
- 🗓️ ข้อมูลลูกค้า Inactive > 2 ปี → ลบอัตโนมัติ
- 🗓️ Consent Log → เก็บไว้ 3 ปี (เพื่อพิสูจน์)
- 🗓️ Transaction Log → เก็บ 5-10 ปี (ตามกฎหมายบัญชี)
เครื่องมือ: ตั้ง Automated Retention Policy ใน Google Workspace, AWS S3 Lifecycle
11. Staff Training – อบรมพนักงานทุกระดับ
“คน” คือจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุด
สถิติ: 95% ของการละเมิดข้อมูลเกิดจาก Human Error (ข้อมูลจาก IBM Security Report 2025)
หัวข้ออบรมขั้นต่ำ:
- 🎯 รู้จัก Phishing และ Social Engineering
- 🎯 Password Hygiene (อย่าใช้รหัสซ้ำ, อย่าแชร์รหัส)
- 🎯 การจัดการอุปกรณ์ (ล็อกหน้าจอเมื่อลุกออกจากโต๊ะ)
- 🎯 การรายงานเหตุผิดปกติ (เห็นอะไรแปลกๆ แจ้ง IT ทันที)
ความถี่: อบรมทุก 6 เดือน + Phishing Drill ทุก ไตรมาส
12. Breach Drill – ซ้อมรับมือเหตุข้อมูลรั่ว
อย่ารอให้วัวหาย ซ้อมเผชิญเหตุทุกปี
สถานการณ์จำลอง:
# เช้าวันจันทร์ มี Hacker แจ้งว่าขโมยข้อมูลลูกค้า 10,000 ราย และขู่เผยแพร่ใน 24 ชม. หากไม่จ่ายค่าไถ่
ใครต้องทำอะไร?
- ทีม IT: ตัดการเชื่อมต่อระบบที่โดนบุกทันที (Containment)
- DPO/Legal: แจ้ง PDPC ภายใน 72 ชม. (มาตรา 37)
- PR/Marketing: เตรียม Press Release (ต้องโปร่งใส)
- CEO: ตัดสินใจว่าจะจ่ายค่าไถ่หรือไม่ (คำแนะนำ: อย่าจ่าย)
Template ที่ต้องเตรียมไว้:
- ✅ Breach Notification Letter (ภาษาไทย + English)
- ✅ FAQ สำหรับ Customer Service
- ✅ Media Statement

บทสรุป: อนาคตของการตลาดคือ “ความจริงใจ” (Integrity Marketing)
การทำ PDPA อย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่การ**”หลบหนีโทษ”** แต่คือการ**”ลงทุนในอนาคต”**
ในยุคที่ผู้บริโภคฉลาดขึ้น มีตัวเลือกมากขึ้น สิ่งที่แยกแบรนด์ที่รอดกับแบรนด์ที่ตายคือ “Trust”
# It takes 20 years to build a reputation and five minutes to ruin it.
– Warren Buffett
ข้อมูลรั่วไหลครั้งเดียว อาจทำลายชื่อเสียงที่สร้างมานานหลายปี
แต่หากคุณยืนหยัดประกาศว่า:
- ✅ “เราเคารพข้อมูลของคุณ”
- ✅ “เราโปร่งใส”
- ✅ “เราคุ้มครองคุณ”
คุณจะได้:
- 💚 ความไว้วางใจ (Trust)
- 💙 ความภักดี (Loyalty)
- 💛 ลูกค้าที่ยั่งยืน (Customer Lifetime Value)
Checklist: สิ่งที่ CMO/Head of Marketing ต้องทำทันทีในไตรมาสนี้
พิมพ์รายการนี้ออกมา ติดไว้ที่โต๊ะทำงาน และเริ่มต้นวันนี้:
- [ ] ประชุมทีม Marketing + IT + Legal เพื่อทำ Data Mapping
- [ ] Audit Cookie Banner บนเว็บไซต์ (ใช้ CMP ที่ถูกต้อง)
- [ ] Review แบบฟอร์มทั้งหมด ตัดช่องที่ไม่จำเป็นออก
- [ ] เช็คสัญญา DPA กับ Agency/Vendors ทุกเจ้า
- [ ] อบรมพนักงาน เรื่อง Privacy & Security (จัดภายใน 30 วัน)
- [ ] ทำ PIA สำหรับแคมเปญใหญ่ที่กำลังจะเริ่ม
- [ ] ตั้ง Data Retention Policy (ลบข้อมูลเก่าอัตโนมัติ)
- [ ] ซ้อม Breach Drill (วางแผนไว้ใน Q2)
ต้องการที่ปรึกษาเฉพาะทาง?
หากองค์กรของคุณต้องการ:
- ✅ PDPA Audit & Gap Analysis
- ✅ Privacy by Design Consultation
- ✅ DPO-as-a-Service (เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแบบเช่า)
- ✅ Cyber Security Assessment
- ✅ Staff Training & Breach Drill
ติดต่อทีม The Kooru วันนี้ – เราคือพาร์ทเนอร์ที่จะช่วยให้คุณทั้งปลอดภัยทางกฎหมาย และชนะใจลูกค้า
📧 Email: sale@kooru.com
🌐 Website: www.kooru.com
📞 Line OA: @
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ PDPA สำหรับนักการตลาด
1. ยิง Ads Facebook โดยใช้ Custom Audience ต้องขอ Consent ไหม?
ตอบ: ต้องขอครับ! การอัปโหลดเบอร์โทร/อีเมลลูกค้าไปยัง Facebook ถือเป็นการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อการตลาด ซึ่งต้องได้รับ Marketing Consent ที่ชัดเจนจากลูกค้าก่อน ห้ามใช้เบอร์ที่ลูกค้าให้ไว้สั่งของมายิง Ads โดยไม่ขออนุญาต
2. เก็บข้อมูลลูกค้าใน Google Sheet ผิดกฎหมายหรือไม่?
ตอบ: ไม่ผิดครับ แต่มีความเสี่ยงสูง ถ้าคุณจะใช้ต้องทำดังนี้:
- ✅ ตั้งค่า Permission เป็น “เฉพาะคนที่เชิญเท่านั้น” (ห้าม “ทุกคนที่มีลิงก์”)
- ✅ เปิด 2-Step Verification สำหรับบัญชี Google
- ✅ ลบข้อมูลที่ไม่จำเป็นออก (Sensitive Data ห้ามเก็บใน Sheet)
คำแนะนำ: หันมาใช้ CRM ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยมาตรฐานดีกว่า
3. ถ้าลูกค้ากด Unsubscribe แล้ว ต้องลบข้อมูลทันทีไหม?
ตอบ: ต้องหยุดส่งข้อความการตลาดทันที (ภายใน 24-48 ชม.) แต่ไม่จำเป็นต้องลบข้อมูลทั้งหมด คุณยังเก็บข้อมูล Transaction (ประวัติการซื้อขาย) ไว้ได้ตามระยะเวลาทางบัญชี/กฎหมาย (5-10 ปี) เพื่อใช้เป็นหลักฐาน
4. SME เล็กๆ ต้องมี DPO (Data Protection Officer) ไหม?
ตอบ: ตาม PDPA มาตรา 41 ไม่บังคับ สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก แต่ถ้าคุณ:
- เก็บข้อมูลสุขภาพ (โรงพยาบาล, คลินิก)
- เก็บข้อมูลเด็ก
- เก็บข้อมูลลูกค้ามากกว่า 100,000 ราย
แนะนำให้มี DPO หรือใช้บริการ DPO-as-a-Service แบบเช่า
5. การใช้ Google Analytics ละเมิด PDPA หรือไม่?
ตอบ: ไม่ละเมิดครับ แต่ต้องตั้งค่าให้ถูก:
- ✅ เปิด IP Anonymization (ซ่อน IP Address)
- ✅ ปิด Data Sharing กับ Google
- ✅ ขอ Consent ก่อนฝัง Tracking Code (ผ่าน Cookie Banner)
ทางเลือก: หันมาใช้ Plausible Analytics หรือ Matomo (เครื่องมือที่เน้น Privacy)
6. Facebook Pixel ต้องขอ Consent ก่อนติดตั้งไหม?
ตอบ: ต้องขอครับ! Facebook Pixel เป็น Tracking Technology ที่ตาม GDPR/PDPA ต้องได้รับความยินยอมก่อน ดังนั้นต้องมี Cookie Banner ที่ให้ผู้ใช้เลือก “ยอมรับ” หรือ “ปฏิเสธ” ได้ชัดเจน
7. ถ้าลูกค้าขอดูข้อมูลตัวเอง ต้องให้ภายในกี่วัน?
ตอบ: ตาม PDPA มาตรา 39 ต้องให้ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับคำขอ (อาจขยายได้อีก 30 วัน หากมีเหตุผลสมควร แต่ต้องแจ้งล่วงหน้า)
8. การซื้อ Email List จาก Broker ถูกกฎหมายไหม?
ตอบ: ไม่แนะนำอย่างยิ่ง! แม้ว่า Broker จะอ้างว่า “ได้รับความยินยอมแล้ว” แต่ความยินยอมนั้นต้องเฉพาะเจาะจง (Specific) หาก Consent ไม่ได้ระบุว่า “ยินยอมให้แชร์ข้อมูลกับบริษัทอื่น” คุณก็ใช้ไม่ได้
ความเสี่ยง: ถูกฟ้องตาม PDPA + ทำลาย Sender Reputation (อีเมลโดน Spam)
9. ถ้าข้อมูลรั่ว ต้องแจ้ง PDPC ภายในกี่ชั่วโมง?
ตอบ: ตาม PDPA มาตรา 37 ต้องแจ้ง PDPC ภายใน 72 ชั่วโมง (3 วัน) นับจากที่รู้เหตุ และถ้ามีผลกระทบร้ายแรงต่อลูกค้า ต้องแจ้งเจ้าของข้อมูล (ลูกค้า) โดยเร็ว ด้วย
หมายเหตุ: การปิดบังหรือไม่แจ้งอาจมีโทษเพิ่ม
10. หากใช้ LINE OA เก็บข้อมูล ต้องระวังอะไรบ้าง?
ตอบ: LINE OA ถือเป็น First-Party Channel ที่ดี แต่ต้องระวัง:
- ✅ ขอ Consent ก่อนส่งข่าวสารการตลาด (Add Friend ไม่ได้แปลว่ายินยอมรับการตลาดอัตโนมัติ)
- ✅ ห้ามแชร์ข้อมูล กับบุคคลที่สาม (รวมถึง Agency) โดยไม่ได้รับอนุญาต
- ✅ มี Opt-Out ที่ชัดเจน (เช่น พิมพ์ “หยุด” แล้วหยุดส่งจริง)
โดย: คุณภูวรา (Khun Phuwara) – ที่ปรึกษาอาวุโสด้านกลยุทธ์ธุรกิจและ Legal-Tech แห่ง The Kooru